คำเตือน!! เรื่องราวด้านล่าง.. ยาวกว่า 8 บรรทัด จนถึงยาวมาก!! // อยากรู้เรื่องก็ค่อยๆอ่าน // ถ้าขี้เกียจอ่าน ก็เลื่อนไปอ่านบทสรุปเลย // ถ้าไม่อยากรู้ ก็กดปิดเลยฮะ!!

 

ผมตัดสินใจอยู่พักนึง ว่าจะเอาเรื่องนี้มาเขียนมั้ย?

จนสุดท้ายผมก็ตกลงใจว่า.. เขียนมันก็แล้วกัน!!

เพื่อบันทึกประสบการณ์ชีวิตของตัวเอง เพื่อบอกเล่า และระบายความอัดอั้นในใจออกไปบ้าง!! หลังจากที่ผมยอมเสียศักดิ์ศรี ยอมอดทน เก็บความลับ เก็บความเศร้า ความอึดอัด ความเครียด และอยู่ใน “สภาวะจิตตก” เพียงคนเดียวมานานพอสมควร!!! และผมก็รู้สึกผิดหวังมาก กับสิ่งที่ผมพยายามทำ พยายามประคับประคอง!! จนรู้สึกว่า.. ผมแม่ง “โคตรโง่” และไม่เหลือศักดิ์ครีอะไรแล้ว!!

หลังจากนี้.. ผมจะ “ตัดใจ” และ “หยุดคิด” เรื่องนี้ซักที!! แล้วเดินหน้าชีวิตตัวเองต่อไป..

  เกริ่นนำ  

ผมแต่งงานกับผู้หญิงคนนึง ในเดือนเมษายน ปี 2555
เราต่างลาออกจากงานประจำ เพื่อมาทำงานของตัวเอง จนประมาณกลางปี 2557 เราจึงตัดสินใจกลับไปอยู่ต่างจังหวัด ซึ่งเป็นบ้านเกิดของเธอ.. หลังจากที่เราทำงานอยู่ในกรุงเทพมาหลายปี

ผมเป็นคนไม่มีฐานะอะไร เรียกได้ว่าค่อนข้างจน! พ่อ,แม่,ปู่,ย่า,ตา,ยาย เสียไปหมดแล้ว!! ไม่มีสมบัติพัสถานอะไร นอกจากรถยนต์เก่าๆ 1 คัน กับที่นาอีก 1 ผืน ซึ่งมีเนื้อที่จริงแค่ประมาณ 5 ไร่ โดยเป็นสมบัติจากปู่ยกให้มา.. แต่ทว่าพ่อแม่ และญาติๆของเธอ กลับไม่ได้รังเกียจผมเลย “ทุกคนดีกับผมมาก” ทั้งๆที่เค้าเหล่านั้น ล้วนมีฐานะดีทุกคน! และควรจะได้คนที่มีฐานะทัดเทียมกันไปร่วมชายคาเสียมากกว่า

เนื่องจากงานในสวนปาล์มออกจะลงตัวหมดแล้ว จึงมีเรื่องให้ผมช่วยไม่มากนัก! อีกทั้งพ่อและแม่ยังยกรายได้ส่วนหนึ่งจากสวนให้ เพื่อไว้เก็บสำหรับสร้างครอบครัวต่อไป.. ฟังดูเหมือนผมสามารถจะอยู่ได้แบบสบายๆ โดยไม่ต้องทำงานอะไรแล้ว..

แต่!! ด้วยความรู้สึกของการเป็นลูกผู้ชาย ที่ต้องทำงาน, ต้องหาเงิน ต้องดูแลครอบครัวตัวเองให้ได้!! อีกทั้งการที่ผมมีฐานะต่างจากบ้านเธอมาก!! จึงทำให้ผมรู้สึกว่า.. ผมไม่อยากอยู่แบบผูัอาศัย ไม่อยากให้ใครมองว่าผมมาเกาะเค้ากิน!! ดังนั้น ..ผมต้องทำงาน และหาเงินให้ได้ด้วยตัวเอง!!

ผมจึงไปเช่าบ้านในตลาดไว้หลังหนึ่ง (เพราะบ้านที่อยู่ Internet เข้าไม่ถึง) เพื่อทำงานเขียนโปรแกรม Freelance ตามความถนัดของตัวเอง เพื่อส่งมายังกรุงเทพฯ (งานเขียนโปรแกรมในรูปแบบที่ผมทำ เรียกได้ว่าไม่มีความต้องการเลยในที่พื้นที่บริเวณนั้น!!)

แต่ทว่า.. ปัญหาของการทำงานของผมก็คือ “การที่อยู่ภายในห้องสี่เหลี่ยมมืดๆนั้น คนเดียวทั้งวัน” ไม่มีเพื่อนร่วมงาน, ผู้ช่วย หรือคนที่ทำงานแนวๆเดียวกัน มานั่งพูดคุย แลกเปลี่ยนข้อมูลอะไรกันเลย! จนรู้สึกจิตจก, เครียด!! ผนวกกับการที่รายได้ที่ไม่แน่นอน และมีน้อยมากในช่วงหลังๆ เงินเก็บที่เหลืออยู่ก็น้อยลงไปทุกที..

เหตุการณ์เหล่านั้น มันทำให้ผมรู้สึกแย่!! ที่ผมไม่สามารถหาเงินได้!! และกลายเป็นว่า.. ผมต้องอยู่โดยอาศัยเงินส่วนแบ่งจากสวนปาล์ม ที่พ่อแม่ให้ยกให้.. สิ่งนี้ยิ่งตอกย้ำความรู้สึกแย่ในตัวผมเอง ที่มองว่า.. “ผมมาเกาะคนอื่นกิน

*** ผมขอย้ำว่า *** ผมรู้สึกแย่กับตัวเองเท่านั้น!!! ที่ทำไม่ได้อย่างตั้งใจ …. ผม “ไม่ได้” รู้สึกแย่กับสถานที่ กับผู้คน กับพ่อแม่ของเธอ กับญาติของเธอ หรือแม้กับตัวเธอเลย!!! โปรดอย่าเข้าใจผิดประเด็น!!

….ส่วนเธอ…. เธอมาช่วยงานผมอยู่พักนึง จากนั้นก็ได้งานทำในโรงงานแห่งนึงแถวๆบ้าน

และงานของเธอนี่เอง.. ก็คือจุดเริ่มต้นของเรื่องนี้!!!

 

  โมโห / เสียใจ / แค้น / เจ็บปวด  

(ครั้งที่ 1)

ในช่วงแรกๆของการทำงาน.. เธอบอกว่าเธอเบื่อ เธอไม่ชอบ มีปัญหา และอยากจะลาออก!! อยากกลับมาทำงานที่กรุงเทพ!!

แต่ในระยะเวลาไม่นาน.. เธอก็เริ่มมีเพื่อน เริ่มมีรายได้เป็นกอบเป็นกำ และดูมีความสุขกับการทำงานเอามากๆ! มันมากซะจนผมแปลกใจ!! ด้วยความสุขของเธอที่มีมากล้นนี้เอง!! อีกทั้งพฤติกรรมหลายๆอย่างที่ดูผิดปกติ น่าสงสัย ซึ่งผมสังเกตุเห็นบ่อยมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ผมรู้สึกตะขิดตะขวงอยู่ในใจ

จนวันหนึ่ง.. ระหว่างที่ผมขับรถรับเธอกลับมาจากที่ทำงาน.. ผมตัดสินใจถามเธอขึ้นว่า.. “มีคนอื่นรึเปล่า?

คำตอบที่ผมได้รับกลับมาคือ … “ไม่มี!! พี่นั่นแหละ อยู่ที่ทำงานคนเดียว น่าจะมีคนอื่นมากกว่า!! พี่หล่ะ มีใครรึเปล่า?

จากนั้นเธอก็เอาโทรศัพท์ไปหลบด้านข้าง .. และพยายามจะกดเพือทำอะไรบางอย่าง!!  ผมจึงแย่งชิงมาจนได้ และต้องใช้เวลาอยู่พักใหญ่ เพื่อให้เธอบอกรหัสเข้า Line ซึ่งแต่ก่อนเธอไม่เคยใส่ และผมก็ไว้ใจไม่เคยเช็คโทรศัพท์เธอมาก่อนเลย

—– เจ็บขั้นที่ 1 —–

เมื่อเข้า Line ของเธอได้ สิ่งที่ผมเห็นคือ.. ข้อความที่เธอพรรณา “รัก” กับชายคนหนึ่ง ด้วยการ “บอกรัก คิดถึง เป็นห่วงเป็นใย หวงแหน และลุกลามไปถึงการต้องการสัมผัสทางกาย” โดยทั้ง 2 ต่างประโคมคำหวานใส่ให้กันตลอดเวลา ราวกับรักแรกของเด็กมัธยม!! และเธอก็บอกกับชายผู้นั้นว่า.. เธอรักเค้ามากกกก รักสุดหัวใจ รักจนเกินกว่าทุกสิ่ง!! ซึ่งประโยคต่างๆ ล้วนเป็นคำที่เธอไม่เคยพูดกับผมมาก่อนเลย

—- Double ความเจ็บขั้นที่ 2 —–

ชายคนนั้นเป็นใครน่ะหรือ? ชายผู้นี้เป็นเพื่อนร่วมงานของเธอ .. *** คนที่เธอพามารู้จักกับผม *** คนที่เธอพามานั่งกินเหล้าที่ทำงานของผม *** คนที่เธอพาไปจัดกินเลี้ยงที่บ้าน *** คนที่มาคุยตีสนิทกับผม ในวันที่ผมเอาปาล์มไปขายที่โรงงาน ซึ่งเธอก็อยู่ที่โรงงานด้วย *** และเป็นชายผู้ซึ่งมีลูกแล้ว!! 

—— Mixed ผสมผานความเจ็บ!! ——

มีคำถามเกิดขึ้นกับผมมากมาย…..

  • ไหนเธอบอกว่าไม่มีใคร???? แถมยังมาย้อนว่าผมเองนี่แหละ ที่น่าจะมีโอกาสมีคนอื่นซะมากกว่า!!
  • แล้วที่ผมเห็นมันคืออะไร??? ร่องรอยดูมีการลบข้อความทิ้งตลอด .. เพื่อทำลายหลักฐาน!! แต่วันนั้นยังไม่ทันได้ลบ ผมดันจับได้ซะก่อน!!!
  • เธอกล้าทำได้ยังไง???
  • เธอกล้าพาผู้ชายคนนั้นมารู้จักผมได้ยังไง???
  • เธอกล้าพามันมาที่บ้าน กล้าพามาที่ทำงานของผม กล้าปล่อยให้มันมาพูดคุยกับผม เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น!! ทั้งที่มันแอบแทงข้างหลังผมอยู่ได้ยังไง????
  • เธอไม่รู้สึกอะไรบ้างหรือที่ทำกับผมแบบนี้???
  • ฯลฯ ฯลฯ ฯลฯ ฯลฯ

———————————————————-

 

ณ เวลานั้น.. ผมเดือดมาก!!! โมโห เสียใจ แค้น เจ็บปวด และอีกร้อยพันความรู้สึก ที่คุณคิดว่าคนหนึ่งจะมีได้ หลังโดน “สวมเขา” แบบสุดโหดรุนแรง!! ความรู้สึกโมโหมันหนักมาก!! จนผมเกือบที่จะพลั้งมือทำร้ายเธอ แต่ก็กลั้นใจไว้ได้ก่อน!!

เธอร้องห่มร้องให้หนัก บอกว่าเธอขอโทษ เธอผิดไปแล้ว.. และขอไม่ให้เอาเรื่องนี้ไปบอกพ่อและแม่ (ในความรู้สึกผม เหมือนว่าที่เธอร้องให้หนักหน่วง เพราะกลัวว่าเรื่องจะถึงพ่อกับแม่ มากกว่ารู้สึกผิดที่นอกใจผมซะอีก!)

ณ ตอนนั้นผมคิดอะไรไม่ออก รู้แต่ว่าผมแค้น ผมเสียใจ มันหนักหนาสาหัสมาก!! ผมจะกลับไปที่บ้าน แล้วจะขนของออกทันที!!! แต่สุดท้าย เธอก็ร้องขออยู่นาน จนได้ข้อสรุปว่า .. เธอจะเป็นคนไปยอมรับกับที่บ้านเอง แล้วก็จะคุยกันที่บ้านอีกที!

 

 

  ให้อภัย / ฝืนใจ / อดทน  

หลังจากที่เธอได้สารภาพกับที่บ้านแล้ว พ่อและแม่ของเธอก็โกรธมาก! แต่เพื่อประคับประคองครอบครัว แม่เธอก็ขอให้ผมให้โอกาศเธออีกครั้ง..

ถึงแม้ตอนนั้นมจะโกรธมาก และอยากจะจบเรื่องนี้ไปซะ!! แต่ผมก็ยอมรับว่า.. ในใจลึกๆผมยังรู้สึกดี หรือเรียกว่า ยัง “รัก” เธออยู่นั่นเอง!! และผมก็ยังอยากจะประคับประคองชีวิตครอบครัวให้เดินต่อไปได้ !!

ผมจึงยอม “ให้โอกาส” เธออีกครั้ง!!
โดยมีเงื่อนไขว่า.. เธอจะต้องทำตัวให้ดี และต้องไม่มีเรื่องราวอะไรแบบนี้อีก แม้แต่เพียงเศษเสี้ยว!!
แล้วผมจะเก็บเรื่องนี้เป็นความลับ ไม่พูดถึงมันอีก!!

แต่ทว่า.. ความเป็นพระเวสสันดรของผมไม่ได้จบลงแค่นั้น เพราะเธอไม่ได้หยุดแค่การขอโอกาสแก้ตัว .. แต่ เธอยังขอร้อง.. “ขอกลับไปทำงานที่เดิม” !!!  โดยให้เหตุผลว่าเธอไม่ต้องการทิ้งงานที่คั่งค้างอยู่ มันดูเหมือนหนีงาน และที่นั่น ก็เป็นที่ที่เธอทำงานได้ และมีรายรับค่อนข้างดี!!

ณ ตอนนั้นผมไม่รู้หรอกนะ ว่าผมโง่ หรืออะไรกันแน่???? ผมคิดว่าในยอมเมื่อให้โอกาสแล้ว ก็ให้มันเต็มที่ไป!! ถึงแม้จะฝืนความรู้สึกมากขนาดไหน และถึงแม้จะมีแต่ความระแวง ความกังวลใจมากมาย อีกทั้งมีคนทักท้วง!! แต่ผมกลับ .. ยอมให้เธอไปทำงานที่เดิม

และนี่ ก็เป็นจุดเริ่มต้น ของจุดพีคที่สอง!!

 

 FullSizeRender

  เศร้า / เหงา / เสียใจ / จิตตก  

หลังจากผ่านเรื่องนั้นมาซักพัก .. เธอยังคงทำงานอยู่ที่โรงงานแห่งเดิม .. และผมก็ไปนั่งทำงานคนเดียว ที่บ้านเช่าหลังเดิม ..

จนวันหนึ่ง.. ผมขึ้นมากรุงเทพฯ เพื่อมารับ brief งาน ผมจึงใช้โอกาสนี้ไปเยี่ยมเยียนเพื่อนๆ พี่ๆ น้อง ที่บริษัทเก่า ที่ผมทำงานมาด้วยหลายปี ก่อนจะลาออกไปใช้ชีวิตเป็น Freelance และผมก็ได้พบกับหัวหน้างานคนเดิม ซึ่งเมื่อได้พูดคุยกัน เค้าก็ชวนผมให้กลับมาทำงานที่เก่า และผมก็ตอบไปว่า ผมจะลองไปคิดดู …

หลังจากมกลับมาบ้าน ผมคิดเรื่องนี้และปรึกษากับทุกๆคน และด้วยเหตุผลหลายๆอย่าง เช่น..

  • อย่างที่บอกไปแต่แรก! ผมอยากหาเงินเลี้ยงครอบครัวได้ด้วยตัวเอง และผมไม่อยากรู้สึกว่า “ผมมาเกาะคนอื่นกิน” และตอนนี้งานที่ผมทำอยู่ที่บ้าน แทบจะไม่มีรายได้เลย! หรือมีน้อยมาก!! แทบจะไม่คุ้มกับค่าเช่าบ้าน, ค่าน้ำมันรถที่ผมต้องขับไปกลับทุกวัน, และค่าใช้จ่ายอื่นๆอีก
  • เงินเก็บผมแทบจะไม่เหลือ .. และผมต้องใช้เงินรายได้จากสวน ที่พ่อแม่แบ่งให้!! ซึ่งตกย้ำความรู้สึกของการมาอาศัยเค้ากิน!!
  • การนั่งทำงานอยู่ที่บ้านเช่านั้นคนเดียวทั้งวัน!! ไม่ได้พูดคุยกับใคร.. มันรู้สึกเครียด! อึดอัด! และซึมเศร้า! อย่างแรง!!
  • ผมจะได้ให้เธอออกจากที่ทำงานเก่า! เพราะผมยังระแวง และไม่สบายใจที่เธอ และชายคนนั้นยังทำงานอยู่ด้วยกัน
  • พ่อกับแม่เห็นด้วยให้ผมขึ้นมา ถ้ารายได้ดี!! เพราะรู้ว่าไม่มีงานในสายของผมรองรับที่นั่น และรายได้ผมก็ลดลงอย่างมากจากตอนแรก
  • “เธอ” บอกผมให้มา!! และเธอก็อยากจะมาอยู่กรุงเทพฯ “ขึ้นไปเลย เดี๋ยวรีบตามไป”!!

สุดท้าย.. ผมก็ตัดสินใจ “กลับมาทำงานที่บริษัทเดิมในกรุงเทพฯ” ตามคำชวนของหัวหน้าเก่า

 

—– เริ่มต้นความเจ็บปวด ขั้นที่ 3 —–

ในระหว่างที่ผมอยู่กรุงเทพฯ ในระหว่างที่ผมและเธออยู่ห่างกัน!! จุดนี้.. คุณน่าจะเข้าใจนะ .. ว่าความระแวงของผมต่อตัวเธอ มันจะหนักหนาขึ้นขนาดไหน?? เพราะในขณะที่ผมอยู่ที่นั่น ยังเกิดเรื่องขึ้นมาได้!! แล้วผมมาอยู่ไกลขนาดนี้หล่ะ??? จะมีอะไรเกิดขึ้นอีกมั้ย??

ในช่วงเวลานั้น สิ่งที่ผมกำลังประสบคือ..

  • ผมระแวงกับสิ่งที่ผมไม่เห็น ผมไม่อยากให้เธอทำงานที่เดิม ไม่อยากมีเหตุการณ์โดนสวมเขาซ้ำสอง!! อย่างที่บอก.. ผมอยู่จุดนั้นยังเกิดเรื่องได้! แล้วผมอยู่ตรงนี้จะเกิดอะไรบ้าง? ผมไม่รู้เลย!!
  • ผมรู้สึกว่าการแยกกันอยู่นานๆ มันไม่ใช่การเป็นครอบครัว คำว่า “ครอบครัว” ถ้าไม่มีสาเหตุอะไรที่จำเป็นสุดๆ ก็ไม่ควรแยกกันอยู่
  • ผมเหงา เพราะเพื่อนๆที่อยู่กรุงเทพฯ เรียกได้ว่า.. ล้วนมีครอบครัว มีหน้าที่ที่ต้องดูแลกันหมดแล้ว! ดังนั้นการจะนัดพวกมัน หรือหาใครซักคนไปเป็นเพื่อนหลังเลิกงาน หรือวันหยุดเสาร์อาทิตย์ แทบจะไม่มี!!
  • ผมคุ้นเคยกับการมีเธออยู่ด้วย หรืออาจเรียกว่า “คิดถึง” นั่นแหล่ะ เพียงแต่ผมแสดงออกไม่เก่งเท่าไหร่ในเรื่องแบบนี้

ผมจึงพูดคุยกับเธอ บอกสิ่งที่ผมกำลังประสบอยู่กับเธอ และอยากให้เธอรีบขึ้นมาอยู่ด้วยกันเร็วๆ!!

แต่ทว่า.. จากที่เธอเคยบอกกับผมว่า “จะรีบตามไป” แต่หลังจากนั้น! เหตุการณ์มันกลับพลิกผันไปคนละเรื่องกันเลย !!!  เธอกลับพะว้าพะวัง พยายามยื้อเวลา และหลบหลีกการสนทนาเรื่องนี้! และที่น่าแปลก!! คือ.. ดูเธอมีความสุขมากขึ้นกว่าเดิมเสียอีก!! มากขึ้นกว่าตอนที่มีผมอยู่ด้วยหลายเท่าตัว!!!  และเธอก็ “ผิดคำพูด” เธอไม่มาตามกำหนดการที่รับปากไว้!!

 

 

  ความเจ็บปวดซ้ำซ้อน!!  

หลังจากผิดคำพูดกับผมในรอบแรก!! ผมก็รู้สึกแย่ แต่ก็ยังไม่ได้โกรธเคืองมากนัก!! และผมก็พยายามถามเธอถึงกำหนดการที่เธอจะมาอยู่กับผม! แต่เธอกลับมีข้อเรียกร้อง มีข้ออ้างว่าเสมอ.. ว่าเธอต้องการจัดการงานบางอย่างให้เสร็จเรียบร้อยก่อน เธอขอเวลาอีกหน่อย!!!

สุดท้ายผมก็ยังยอมเธออีก!! ผมให้เวลาเธอ และผมก็ได้ยื่นกำหนดการให้เธอไป ว่าเธอควรจะต้องมาเมื่อไหร่? เธอรับปาก! แล้วเธอก็ผิดคำพูดอีก!! (อีกรอบ และอีกรอบ!)

 

ความรู้สึกผมกำลังย่ำแย่มาก!!

ยิ่งระยะเวลานานขึ้นเท่าไหร่!! ผมก็ยิ่งประสบปัญหามากขึ้นเท่านั้น!! จากสาเหตุต่างๆที่กล่าวข้างต้น ยิ่งทำให้ผม #เหงา #ซึมเศร้า #เครียด #จิตตก อย่างหนักหน่วง และรุนแรงมากกว่าเดิม!!!

ทุกๆวันหลังเลิกงาน และวันหยุดเสาร์, อาทิตย์ ผมแม่งโคตรเหงา จิตต!! ผมไม่ค่อยได้พูดคุยกับใคร!! เพราะเพื่อนๆส่วนใหญ่ มีภาระหน้าที่ของตัวเอง ผมไม่อยากจะไปรบกวนคนอื่น?? การออกไปเดินห้าง การไปดูหนัง หรือแม้แต่ไปกางเต๊นท์ในป่า(คนเดียว) .. มันก็ไม่ได้ช่วยอะไร ผมยังรู้สึกโคตรเหงาอยู่ดี!! อาจเป็นเพราะผมคุ้นชินกับการมีคนอยู่ด้วยไปแล้ว!!

และยิ่งเหงามาก ยิ่งเงียบมาก!! .. มันเลยยิ่งทำให้ผมคิดมาก กับเรื่องราวที่มันเกิดขึ้นกับผมที่ผ่านมา!! เรื่องที่เธอนอกใจผมก่อนหน้า, สิ่งที่เธอกำลังทำตอนนี้ และหลายๆอีกอย่าง และผมก็หยุดคิดเรื่องนี้ไม่ได้!

ผมรู้สึกเหนื่อย และเบื่อหน่ายตัวเองมาก!!!  ผมเหมือนคนเป็นบ้า คนโรคจิต!! ที่กำลังเข้าขั้นสาหัส!!!
ทั้งที่ชีวิตผมไม่เคยเป็นคนแบบนี้มาก่อน!! ไม่เคยทำตัวน่ารำคาญ คร่ำครวญเวิ้นเว้ออะไรแบบนี้ และผมรู้สึกเกลียดตัวเองที่เป็นอยู่ตอนนี้!!

มันทำเอาผมรู้เลยว่า.. ความรู้สึกของคนที่มันเครียด!! จิตตกสุดๆ จนทำอะไรโง่ๆลงไป มันรู้สึกยังไง? ไม่โดนกับตัว ก็คงไม่มีใครเข้าใจ!!

 

สิ่งที่ผมได้รับคือ การไม่รักษาคำพูด, การนิ่ง, คำพูดที่ว่า “รู้สึกเหมือน ไม่มีก็ได้” และอาการที่แสดงออกว่า.. อยากจบแค่นี้ !!

ไม่ว่าผมจะพูดบอกกับเธอยังไง ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นกับผม!! ผมกำลังประสบความรู้สึกแย่ขนาดไหน แต่พอเริ่มมีปากเสียง เธอก็แสดงท่าทีออกมาว่า รำคาญ, เบื่อ และพร้อมที่จะจบเรื่องกับผมอยู่เสมอ .. เพียงแต่ไม่กล้าที่จะพูดออกมาเป็นคำว่า “เลิก” ตรงๆแค่นั้น!! เพราะดูเหมือนไม่อยากให้ตัวเองเป็นคนเริ่มต้น แล้วต้องรับผิดชอบกับคำพูดนั้น!!

และมีครั้งหนึ่ง.. ผมเคยถามเธอ ว่าจริงแล้วเธอรู้สึกยังไงกับผมกันแน่? ถึงได้ลืมไปว่าผมกำลังเป็นยังไงอยู่??? และคำตอบที่ได้คือ.. บางทีก็รู้สึกเหมือน “ไม่มีก็ได้”

จนแล้วจนรอด.. เธอยังคงยื้อเวลา ขอเวลา และผิดคำพูดอีกหลายครั้ง!!

จากที่เธอเคยให้เหตุผลเรื่องความรับผิดชอบในงาน สุดท้ายเธอก็ยอมรับว่า.. เธอไม่อยากมาอยู่ที่กรุงเทพฯแล้ว!!! เธอชอบที่เธอทำอยู่ที่นั่น เธอรูสึกดีกับที่นั่น เธอสนุก เธอมีรายได้ เธอมีเพื่อน เธอรักที่นั่นฯลฯ ซึ่งผมเองก็ดูออกและมองเห็นมาตลอด!! ฟังดูก็ถูกต้องนะ เพราะ “คนเราก็ต้องเลือกสิ่งที่ตนมีความสุขที่สุดเป็นอันดับแรก”

แต่เอ๊ะ…!! เดี๋ยวนะ!! แล้วเรื่องของผมมันหายไปไหน??? มันไม่ได้นำไปถูกประมวลผลร่วม กับการตัดสินใจของเธอเลยเหรอ???

 

 

 

  รู้สึกไร้ค่า / โง่ / ไม่เหลือศักดิ์ศรี  

ตลอดระยะเวลาตั้งแต่เกิดเรื่อง จนถึงตอนนี้ ก็รวมๆได้เกือบปีแล้ว!!

กลับกลายเป็นว่า.. ที่ผมยอมเสียสละทุกสิ่งทุกอย่าง!! ยอมให้โอกาสเธอ หลังจากที่เธอสวมเขาให้ผมอย่างน่าเกลียด!! ยอมเก็บความลับเพื่อเธอ!! ต้องทนทุกข์อยู่กับความเครียด, ความเหงา, จิตตก และเศร้าอยู่เพียงคนเดียวมาเนิ่นนาน!! มันไม่ได้มีความสำคัญอะไรกับเธอเลย!!

เธอไม่ได้รู้สึกผิด หรือรู้สึกว่าจะต้องรับผิดชอบสิ่งใดๆที่เธอได้ทำกับผม เธอยังคงไม่ได้รักษาคำพูดใดๆ และตัดสินใจที่จะเลือกความสุขของตัวเองมาก่อน!!

และนี่ก็แสดงได้ว่า..

ผมไม่ได้มีความสำคัญ หรือมีค่าอะไร กับชีวิตของเธอเลย!!

จริงๆผมคงไม่มีค่ากับเธอ ตั้งแต่เธอเริ่มนอกใจผมแล้วแหละ!! ซึ่งมันดูแตกต่างกับสิ่งที่ผมกำลังทำอยู่โดยสิ้นเชิง!!

 

———————————-

ที่ผ่านมาผมทำเพื่อเธอมาตลอด ผมทำเพื่อคำว่าครอบครัวมาตลอด!! แต่เมื่อถึงเวลาที่ผมเรียกร้องบ้าง!! เวลาที่ผมคิดว่าเธอน่าจะเสียสละตัวเองบ้าง เพื่อรับผิดชอบเรื่องราวต่างๆที่เธอทำให้ผมต้องเสียใจ หรือเธอน่าจะเห็นใจผมบ้าง!!  

แต่เปล่าเลย.. เธอเลือกตัวเอง!!  เธอไม่ได้เลือกผม หรือการประคองชีวิตคู่!!

ทั้งที่ผมรู้สึกว่าเรื่องราววุ่นวายต่างๆที่เกิดขึ้น ผมไม่ได้เป็นคนก่อ! และผมควรจะได้รับความสนใน ความเห็นอกเห็นใจจากเธอมากขึ้น!! แต่ผมคิดผิด!! กลับเป็นผมต่างหาก ที่วิ่งไล่ตามเธอ ขอร้องเธอ วุ่นวายกับเธอ จนกลายเป็นว่า เธอรำคาญ และแสดงอาการอยากจบกับผมด้วยซ้ำ!!  

นั่นทำให้ผมรู้สึกว่า .. ผมไร้ค่าสำหรับเธอมาก!! ผมยอมให้เธอ จนผมไม่เหลือศักดิ์ศรีอะไรแล้ว!! และผมโง่มากที่ไม่ยอมรับรู้ตัวเองซักที!!

———————————-

 

knock

 

  คำขาดสุดท้าย และการโดนหักหลังแบบน็อคเอ้าท์!!  

ถึงแม้ผมจะโดนเธอทำและแสดงออกชัดเจนขนาดนั้น!! จนผมรับรู้อยู่แก่ใจว่า.. ผมหมดค่าสำหรับเธอแล้วจริงๆ ผมเป็นคนขัดขวางชีวิตความสุขของเธออยู่!! และผมก็เริ่มรู้สึกหมดความอดทน กับสิ่งต่างๆที่ผมทำอยู่!! แต่ก็นะ ไม่รู้ทำไม? ผมถึงก็ยังแอบมีความหวังเล็กๆ ว่าเธออาจจะเเปลี่ยนใจ…

ผมจึงคุยกับเธอ.. บอกความรู้สึกทุกอย่างกับเธอ.. และยื่นข้อเสนอไปให้เธอเป็นครั้งสุดท้าย!!

ใช่ครับ!! เธอรับปาก… แต่สุดท้ายเธอก็ทำนิ่ง ปล่อยทุกอย่างให้ผ่านไปเงียบๆ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แล้วเธอก็ผิดคำพูดอีกเช่นเคย!!

เมื่อผมทวงถามเธอไป.. ผมก็ได้รับคำพูดน็อคเอ้าท์ แบบที่คุณไม่มีโอกาสได้ลุกขี้นมายืนสู้อีกเลย!! นั่นคือ …

___ไม่สมควรจะเป็นเมียพี่แล้ว

ผมนี่อึ้งไปเลย!!! หมดกันความพยายาม ความอดทน ความเสียสละ ความรู้สึกที่ทนมาทั้งหมด!!! ทั้งๆที่พอจะรู้อยู่แก่ใจ ว่ามันคงออกมาในรูปแบบนี้!! แต่พอเจอเต็มๆเข้าไป ก็จุกแบบงงลุกไม่ขึ้นเลยทีเดียว!!

เธอบอกว่า.. “เธอเสียใจ เธอรู้สึกผิด ที่ทำให้ผมต้องมาเจอเรื่องราวเลวร้ายแบบนี้!! ที่ทำให้ครอบครัวต้องแตกแยก!! เธอเลวเอง ฯลฯ” แต่ถึงเธอจะรู้สึกผิดยังไง สุดท้ายเธอก็ตัวเอง!!

ซึ่งจะว่าไปก็ถูกนะ.. คนเราก็คงต้องเป็นตัวของตัวเอง.. เลือกชีวิตตัวเอง!! แต่ประเด็นคือ.. ทำไมไม่บอกตั้งแต่แรก!! ตั้งแต่วันแรกที่คิดนอกใจกัน ที่สวมเขาให้กัน?? ว่าผมไม่มีคุณค่าอะไรกับชีวิตเธอแล้ว??? จะดึงรั้งผมไว้ต่อทำไม?? หรือต้องการดึงไว้ เพื่อหักหลังกันอีกรอบให้สะใจเล่นๆ???

  ช่วงตอบคำถาม “ทำไมผมต้องดึงรั้งเธอมาอยู่ด้วย? เธออยู่ที่นั่นก็ดีอยู่แล้ว!”  

มาถึงจุดนี้.. หลายคนอาจจะสงสัย ว่าทำไมผมถึงต้องพยายามดึงให้เธอขึ้นมาอยู่กับผม??

ทั้งๆการที่เธออยู่บ้าน มีงาน มีเพื่อน มีรายได้ที่ดี ก็น่าจะเป็นที่เรื่องที่ถูกที่ควร ที่ใครๆล้วนต้องการอยู่แล้วนี่!!

ผมเห็นแก่ตัวใช่มั้ย??? ผมเหงาใช่มั้ย??? คำตอบน่าจะเป็นคำว่า “ใช่” แต่ในความรู้สึกของผมอีกอย่าง!! คือผมต้องการรักษา “ความเป็นครอบครัว” เอาไว้!! การอยู่ห่างกันนานๆ โดยไม่มีเหตผลที่สำคัญที่เข้าใจได้ ผมว่ามันไม่สมควร!! เพราะมันจะยิ่งทำให้ความสัมพันธ์ถดถอยลงไป ถึงแม้ใครจะเถียงว่า “ถ้าใจหนักแน่น ก็ไม่มีทางหรอก!!” แต่สำหรับผม ผมไม่ค่อยเชื่อ!! วัดจากเหตุการณ์ที่ผมเจอมากับตัว!!

และในกรณีของผมนี้.. ถ้าจะมีใครคนใดคนหนึ่งต้องเสียสละ ต้องยอมทิ้งบางสิ่งบางอย่าง เพื่อรักษาครอบครัวไว้ .. ผมว่าก็น่าจะเป็น “เธอ” .. เพราะเธอเป็นคนเริ่มต้นเรื่องราววุ่นวายทั้งหมด และผมเองก็เสียสละ และยอมเพื่อเธอมามากยมายแล้ว!! เธอควรจะต้องเป็นฝ่ายรับผิดชอบบ้าง!!

 

 

18864770755_a2b448f39c_o

  บทสรุปสุดท้าย!  

สุดท้าย.. ก็ถึงจุดที่ผมต้องยอมรับความจริง!! ผมอยากจะฝืนอะไรอีกแล้ว!!

จริงๆเรื่องนี้มันควรจะจบไปตั้งแต่เธอ “สวมเขา” ให้กับผมแล้ว!! หรือจริงๆอาจเป็นเพราะผมเองละมั้ง!! ที่เป็นฝ่ายยืดเยื้อเรื่องราว แล้วทำให้ตัวเองต้องเจ็บปวดซ้ำซ้อนแบบที่เป็นอยู่!!

จากความเสียใจ ความแค้น ความเดือดดาน .. จนมาถึงการให้โอกาส การเสียสละ และความเศร้า จิตตกอย่างรุนแรง!! ผมเป็นฝ่ายที่ต้องยอมทนทุกข์ เก็บความลับ และรับผลร้ายๆทุกอย่าง ทั้งๆที่ไม่ได้ก่ออยู่เพียงคนเดียวมาโดยตลอด!!! แต่ทุกอย่างที่ผมอดทน ทุกอย่างที่ผมยอมเสียสละ มันเปล่าประโยชน์โดยสิ้นเชิง!!

ผมเสียความรู้สึก และอดทนมามากพอแล้ว!! ถ้าปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไป ผมคงเป็นบ้าในอีกไม่นาน!!

การที่เธอพูดโทษตัวเอง ยอมรับว่าตัวเองผิด พูดว่าสงสารผมมาก!! มันดูไม่จริงเลย!! เพราะเธอเลือกที่จะทำเพื่อตัวเองมากกว่า!! ซึ่งจริงๆมันก็ถูก เพราะคนเราต้องเลือกทางเดินของตัวเอง!!

แต่ทำไมเธอไม่ยอมรับกับผมตั้งแต่แรก!! ว่าเธอ “ไม่ต้องการผมแล้ว”!!! ตั้งแต่ที่เธอเริ่ม “สวมเขา” ให้ผมอย่างน่าเกลียด!!
เธอดึงรั้งผมไว้อีกทำไม? ในเมื่อผมไม่มีมีค่าอะไรกับเธออยู่แล้ว? แล้วเธอมาหักหลังผมซ้ำซ้อนอีกทำไม? 

จริงๆ ผมอาจจะสามารถบังคับเธอ ให้ทำตามที่ผมต้องการได้!! แต่การบังคับให้เธอ..  ก็จะกลายเป็นว่าชีวิตเราก็จะเป็นแค่การ ฝืนทนอยู่ และอยู่แบบไม่มีชีวิตชีวา ไม่มีความสุข ไม่มีความสบายใจ!! แล้วเราคงทะเลาะกันประจำ ซึ่งมันก็ไม่ได้มีความเป็นครอบครัวใดๆ จากการทำแบบนั้น!!

## ตอนนี้เรื่องระหว่างผมกับเธอได้จบลงแล้ว!! .. ผมย้ายออกมาจากบ้านของเธอ พร้อมกับความเศร้าและเสียใจ และการยอมรับความจริงที่ว่า.. ว่าเธอคงไม่มีทางกลับมาหาผมอีกแล้ว!! ผมคงต้องปล่อยเธอไป ##

และผมคงต้องตัดใจ! แล้วเดินหน้าชีวิตในช่วงอายุวัยกลางคนนี้ต่อไป .. เพียงลำพัง!

 

และท้ายสุดนี้!! ผมขอขอบคุณพ่อกับแม่ และญาติๆทุกคนของเธอ ที่ไม่คิดรังเกียจผม และดูแลผมเป็นอย่างดี!!  และผมก็ต้องขอบคุณเธอ ที่ทำให้ผมเรียนรู้อะไรหลายๆอย่าง!! ถึงแม้จะได้มาเรียนรู้เอาตอนแก่ก็ตาม!!

 

#################################